“เมืองอราบิก้า” แหล่งผลิต”กาแฟสด-คั่ว” กาแฟไทย จังหวัดเชียงราย

กาแฟ

เหนือสุดแดน สยาม คำนี้คงหนีไม่พ้นจังหวัด “เชียงราย” ที่เป็นจังหวัดที่อยู่สูงที่สุดในประเทศไทย ที่มีเขตติดกับชายแดนประเทศพม่า พื้นที่ทั้งหมดกว่า 42,566 ไร่ ใช้เป็นพื้นที่ปลูกกาแฟ ซึ่งที่จังหวัดนี้เป็นแหล่งปลูกกาแฟที่เป็นดาวเด่นค้างฟ้ามาอย่างยาวนาน มีพื้นที่ปลูกกาแฟพันธุ์อราบิก้ามากเป็นอันดับ 1 ของประเทศไทย  ให้ผลผลิตเฉลี่ยไร่ละ 215 กิโลกรัม โดยผลผลิตปี 2557 สูงถึง 9,328 ตัน มีเกษตรกรผู้ปลูก และผู้ผลิตรวม 4,277 ราย โดยปลูกมากที่สุดที่อำเภอแม่สรวย 27,034 ไร่ มีเกษตรกรผู้ปลูก 1,210 ราย และเป็นที่ตั้งของ “ดอยช้าง” ร้านขายกาแฟสดและแหล่งปลูกกาแฟเลื่องชื่อระดับโลก  

กาแฟ

วันนี้จังหวัดเชียงรายจึงเป็นแหล่งผลิตและจำหน่าย “เมล็ดกาแฟ” และ “กาแฟคั่วแปรรูป” วัตถุดิบสำคัญสำหรับการผลิตกาแฟสดหลากหลายยี่ห้อ และอีกหลายรายยังสามารถพัฒนากาแฟคุณภาพเป็นที่ยอมรับของนานาชาติ

หนึ่งในนั้นก็คือ กาแฟเอสเปรสโซ่ของบริษัท เบเช คอฟฟี่ จำกัด โดยกาแฟปลูกบนดอยช้าง ตำบลวาวี อำเภอแม่สรวย ได้รับรางวัลชนะเลิศอันดับ 1 จากการประกวดรายการเวิลด์ ออฟ คอฟฟี่ แอนด์ ที 2014 ของหอการค้าไทย เมื่อเดือนพฤษภาคมปีที่ผ่านมา ปัจจุบันผู้ประกอบการรายนี้ได้พัฒนากาแฟอราบิก้าสายพันธุ์จาวา ซึ่งกำลังเป็นที่นิยมในระดับนานาชาติเพื่อการส่งออกอีกด้วย

กาแฟ

นายปรีชา เบเชกู่ ประธานบริษัท เบเช คอฟฟี่ จำกัด บอกว่า ปัจจุบันบริษัทเบเชฯ มีพื้นที่ปลูกกาแฟบนดอยช้างประมาณ 1,000 ไร่ พื้นที่อยู่สูงจากระดับน้ำทะเลปานกลางตั้งแต่ 1,100-1,250 เมตร ปีที่ผ่านมาได้ผลผลิตประมาณ 18,000 กิโลกรัม โดยเน้นผลิตเป็นเมล็ดกาแฟคั่วเพื่อจำหน่ายให้เอกชนรายใหญ่ 4 ราย เนื่องจากไม่ถนัดเรื่องการตลาด

“ผมได้สืบทอดการผลิตเมล็ดกาแฟติดต่อกันมาหลายรุ่นก็ได้นำประสบการณ์และเทคโนโลยีใหม่ ๆ เข้ามาช่วยในการผลิตกาแฟคุณภาพดีและเป็นที่ต้องการของตลาดทั้งในและต่างประเทศ ตอนนี้เมล็ดกาแฟส่วนใหญ่ของบริษัทจะส่งออกไปต่างประเทศ 70% เช่น ญี่ปุ่น อินโดนีเซีย เป็นต้น ซึ่งต้องศึกษาความต้องการของผู้บริโภคนานาชาติ ดูค่านิยมของนักดื่มกาแฟ จะทำให้เราจำหน่ายได้ราคาดีถึงกิโลกรัมละ 100-400 บาท แต่หากทำตามองค์ความรู้เดิม นำไปขายที่เชียงใหม่ได้ราคาเพียงกิโลกรัมละ 42 บาทเท่านั้น” ประธานบริษัทเบเชกล่าว

ปรีชาบอกว่า เทรนด์ของตลาดกาแฟ มีความต้องการกาแฟปลอดสารเคมี หรือออร์แกนิก และไม่จำเป็นต้องเป็นผลกะลาขาวและโตเหมือนในอดีต รวมทั้งต้องการรสชาติต่าง ๆ ที่หลากหลาย บริษัทจึงมีการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟอราบิก้าต่าง ๆ แยกออกเป็นกว่า70-80 สายพันธุ์ เพื่อเตรียมแข่งขันกับประเทศในอาเซียน เช่น เวียดนาม ที่มีการพัฒนาสายพันธุ์กาแฟอราบิก้าเป็นจำนวนมากเช่นกัน

สำหรับปี 2558 นี้พบว่า กาแฟอราบิก้ารสจาวา รสฮันนี่ รสช็อกโกแลต กำลังได้รับความนิยมในตลาดอินโดนีเซีย จึงเร่งผลิตเพื่อให้ได้ผลผลิตส่งออกเพิ่มขึ้น

กาแฟ

แบรนด์อาข่า อาม่า

อีกแบรนด์กาแฟไทยที่มาแรงโด่งดังในหมู่นักดื่มทั้งในและต่างประเทศ คือ “อาข่า อาม่า” มี นายอายุ จือปา เป็นเจ้าของไร่กาแฟอยู่ที่บ้านแม่จันใต้ ตำบลท่าก๊อ อำเภอแม่สรวย

“อายุ” เล่าว่า ในปัจจุบันกิจการร้านกาแฟโดยเฉพาะในจังหวัดเชียงราย และเชียงใหม่ เพิ่มขึ้นอย่างมากมาย โดยร้านของตนตั้งอยู่แถวย่านชุมชนช้างเผือก และชุมชนวัดพระสิงห์ อำเภอเมือง จังหวัดเชียงใหม่ ซึ่งในย่านนี้มีร้านกาแฟเกิดขึ้นอยู่ทุกตรอกทุกมุม โดยเป็นร้านใหม่ ๆ ที่เกิดขึ้นเดือนละประมาณ 15 ร้าน แต่ก็มีร้านที่เลิกกิจการหายไปในอัตราเฉลี่ยใกล้เคียงกันเช่นกัน

“ผมเริ่มพัฒนาผลิตภัณฑ์กาแฟตั้งแต่ปี 2553 โดยรวมกลุ่มชาวบ้านที่ปลูกกาแฟกันอยู่แล้วให้เพิ่มมูลค่า มีการสร้างสถานที่ตาก สร้างโรงอบ โรงคั่ว เปลี่ยนแปลงจากเดิมที่มีแค่การปลูก และจำหน่ายเมล็ดกาแฟสดหรือเชอรี่ ก็หันมาตากและอบตามกระบวนการที่ได้เรียนรู้มา จนได้เมล็ดกาแฟกะลา และกาแฟคั่วที่มีคุณภาพในที่สุด ซึ่งตลาดให้ความนิยมและสามารถเพิ่มผลผลิตได้ตามความต้องการ จากเดิมปีแรกผลิตได้เพียง 2 ตัน ปี 2554 ผลิตได้ 5 ตัน และเพิ่มเป็นประมาณ 18 ตันตามลำดับ กระทั่งปีที่ผ่านมาสามารถผลิตได้แล้ว 35 ตัน”

หัวเรือใหญ่กาแฟอาข่า อาม่า บอกว่า ปัจจุบันได้มีการต่อยอดออกแบบผลิตภัณฑ์ให้ตอบโจทย์ความต้องการของตลาดนักดื่มตามร้านกาแฟ เช่น การออกแบบขวดที่ทันสมัยคล้ายขวดเบียร์ ซึ่งพบว่าตลาดต้องการสูงมาก โดยเริ่มแรกผลิตได้สัปดาห์ละ 40-50 ขวด แทบไม่พอกับความต้องการ ขณะนี้ได้ขยายกำลังการผลิตเพิ่มเป็นสัปดาห์ละ 100 ขวดแล้ว

กาแฟ

ในส่วนของการผลิตเมล็ดกาแฟ ก็ยังคงเดินหน้าต่อไป โดยเราเน้นตลาดภายในประเทศเป็นหลัก ไม่ได้มุ่งส่งออก เพราะการจะขยับขยายใด ๆ ขึ้นอยู่กับความต้องการของตลาดเป็นหลัก

อย่างไรก็ตามตนกำลังศึกษาตลาดต่างประเทศในปี 2558 นี้เป็นปีแรก โดยมองไปที่ประเทศญี่ปุ่นและสิงคโปร์ หากเป็นไปได้ก็จะขยายไปยังประเทศออสเตรเลีย มาเลเซียต่อไป

ทั้งนี้ตลาดกาแฟไม่ได้ขยายตัวเฉพาะในประเทศ แต่ในกลุ่มอาเซียนก็มีการปลูกกันมากขึ้น โดยเฉพาะในประเทศเวียดนาม ซึ่งกลายเป็นผู้ผลผลิตกาแฟมากเป็นอันดับ 2 ของโลก ส่วน สปป.ลาวก็มีพื้นที่ปลูกมากขึ้น ในอนาคตคาดการณ์กันว่าจะมีหลายแสนไร่ รวมทั้งประเทศเมียนมาร์ที่มีพื้นที่ภูเขาสูงเป็นบริเวณกว้างก็ปลูกกาแฟอยู่แล้ว

“อายุ” ประเมินสถานการณ์ว่า เมื่อมีการเปิดการค้าเสรีระหว่างกัน หรือเข้าสู่เออีซี ผลผลิตเหล่านี้มีโอกาสจะทะลักเข้าสู่ประเทศไทยมากขึ้น และส่งผลกระทบต่อผู้ผลิตและจำหน่ายในประเทศในที่สุด เพราะผลผลิตจากประเทศเพื่อนบ้านจะมีราคาถูกกว่า แม้ในปัจจุบันคุณภาพจะอยู่ในระดับ 50% ของผลผลิตของไทย แต่ภายในอีก 5 ปี เมื่อมีกลุ่มทุนเข้าไปสนับสนุนก็คงจะไล่ตามกันทัน ทำให้เราต้องเร่งพัฒนา และปรับตัวกันให้มากขึ้น

ไร่

เตรียมผุด “ถนนชา-กาแฟ”

ด้าน นายสุเทพ ทิพย์รัตน์ เกษตรจังหวัดเชียงราย เปิดเผยว่า ที่ผ่านมาได้พยายามส่งเสริมการผลิตกาแฟในจังหวัดทั้งระบบ โดยในอดีตหลายหน่วยงานก็ส่งเสริมการปลูกตามพื้นที่สำคัญเพื่อแก้ไขปัญหาการปลูกฝิ่น ทำให้ขณะนี้มีการปลูกกาแฟในหลายพื้นที่ ปัจจุบันจะมีการส่งเสริมเพิ่มเติมที่ดอยพญาพิภักดิ์ อำเภอดอยหลวง ดอยผาตั้ง อำเภอเวียงแก่น และดอยตุงอำเภอแม่ฟ้าหลวง หรือในโครงการตามแนวพระราชดำริ เป็นต้น จึงเชื่อว่าจะมีพื้นที่ปลูกเพิ่มมากขึ้นไปอีก โดยไม่ต้องกังวลเรื่องผลผลิตล้นตลาด เพราะต้องจำหน่ายกันที่คุณภาพ

รวมทั้งในปัจจุบัน ประชากรจีนที่เคยบริโภคชา แต่ไม่บริโภคกาแฟ ได้หันมาบริโภคกาแฟเพิ่มมากขึ้น ขณะที่ในประเทศจีนยังไม่มีการปลูกกาแฟมากนัก ทำให้ตลาดมีโอกาสขยายตัวได้อีกมาก ดังนั้นในส่วนของภาครัฐจึงเน้นการพัฒนาให้ผลผลิตของชาวบ้านมีคุณภาพเป็นหลัก

พร้อมกับส่งเสริมด้านการตลาดควบคู่กันไป โดยทางจังหวัดเชียงรายกำลังจัดทำโครงการ “ถนนชา-กาแฟ” คล้ายถนนคนเดิน หรือตลาดไนท์บาซาร์ เพื่อให้เป็นเอกลักษณ์ของผลผลิตในพื้นที่

วันนี้เชียงรายจึงเป็นเมืองกาแฟอราบิก้าอันดับ 1 ของเมืองไทย